หลังจากเดินงานสัปดาห์หนังสือมาสองรอบ เราก็ได้หนังสือที่พอจะทำให้บันเทิงเริงใจมาสองเล่มอย่าง เรื่องสั้นของมูราคามิ นักเขียนคนโปรดอย่างปีศาจเล็กชิงตัน กับหนังสือเล่มสีชมพูหวานแหววของสำนักพิมพ์มติชนเรื่องนี้ “Bringing Home The Birkin” หรือมฃที่มีชื่อภาษาไทยว่า ปฏิบัติการสุดฮาล่าแบรนด์ดังของMichael Tonello

โดยส่วนตัวแล้ว เราไม่ใช่คนที่บ้าแบรนด์เนมเลย แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันสูงส่งอะไรไปกว่าผ้าทอมือของไทยที่สวยงามไม่ได้แพ้กันกับดีไซน์สุดหรูของสินค้าแบรนด์ดังทั้งหลาย แต่ยังไงก็ตาม ไอ้เจ้าความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับแบรนด์เนมเลิศหรูเหล่านี้มันเกิดมาเพราะเหตุผลที่ไม่รู้ว่าจะพอฟังได้รึเปล่าของเราช่วงนี้อยู่สองข้อ

ข้อแรก เนื่องจากคุณเพื่อนร่วมห้องสุดซี้ของเราน่ะสิค่ะ ชอบซื้อของแบรนด์เนมมาอยู่บ่อยๆ แน่นอนว่าซื้อช่วงลดราคา แต่อย่างว่าแหละ ต่อให้มันลดราคาแล้วก็ตามก็ไม่ได้แปลว่าราคามันจะน่าประทับใจกับกระเป๋าสตางค์เราสักเท่าไหร่ ..ยังไงราคามันก็สูงอยูดี ทีนี้พอเธอถอยมาเสร็จก็จะกลับมานั่งบ่นที่ห้องบนโซฟตัวเดิมว่าเธอนั้นช่างจนเสียนี่กระไร ให้ตายเถอะค่ะ คนจนที่ไหนจะมีปัญญาไปซื้อของแบรนด์เนมละค่ะ ต่อให้มันลดราคาก็เหอะ

ข้อที่สอง เมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เองค่ะ เราก็ค้นพบความจริงอย่างหนึ่ง ความจริงที่ว่านั่นก็คือ เพื่อนที่นั่งเรียนข้างๆเรามีทั้ง i-phone แล้วก็BB อย่างละเครื่อง จากสาวน้อยช่างพูดช่างคุยอย่างเธอกลับกลายเป็นหญิงสาวที่เงียบขรึมไม่ยอมพูดไม่ยอมจาขึ้นมาเฉยๆเพราะเอาเวลาไปนั่งพิมพ์BBแทน ซึ่งแน่นอนว่า เราก็เลยมีสมาธิกับการเรียนอย่างเต็มที่..

                และล่าสุดในช่วงทานอาหากลางวันริมแม่น้ำเจ้าพระยา เราก็พาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางบทสนทนานี้..

                สาวไฮโซคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า อ่าวนี่เธอซื้อBBมาแล้วหรอ เงินที่ซื้อหลุยส์ไปเหลือหรือไงจ้ะ

                สาวไฮโซอีกคนไม่รอช้าตอบไปทันควันว่า อ่อ ป๊าซื้อให้น่ะ ตอนแรกก็กะจะเก็บเงินซื้อเองเหมือนกันแต่ว่า ป๊าบอกว่าไม่เป็นไรซื้อให้เลยก็ได้ เงินก็เลยเหลือเอาไปซื้อแว่นกันแดดMJต่อ(MJ= Marc Jacob)

                อุ๊ย..ซื้อมาเท่าไหร่ละจ้ะ สาวไฮโซคนแรกถามขึ้นมาอย่างทันควัน

                ก็แค่..แปดพันเองอะ ราคาจริงๆอยู่ที่หมื่นเก้าน่ะ

โอ้วว..แม่เจ้า เอาเถอะค่ะ แล้วเราก็ต้องทนฟังบทสนทนานี้จนจบการกินมื้อกลางวันอันแสนยาวนานนี้ของเรา เอาเป็นว่าได้ความรู้ใหม่แล้วกันนะ...เราปลอบใจตัวเองแบบนั้น

และเพราะสองข้อนั้นแหละค่ะที่ทำให้เราไม่รอช้าที่จะหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน และเพราะมันเป็นเรื่องจริงด้วยแหละค่ะ มันถึงดูน่าอ๊านน่าอ่านเข้าไปอีก

เราเองไม่ได้จงเกลียดจงชังอะไรกับสาวๆที่บ้าแบรนด์เนมหรอกนะค่ะ เพราะพวกเธอเหล่านั้นก็ล้วนเป็นเพื่อนๆรอบกายเราทั้งนั้นจะมีบ้างที่รู้สึกแบบว่า รำคาญนิดๆที่ทำไมกันนะถึงต้องคุยกันเรื่องนี้หรือว่าทุกข์ทรมานกับเรื่องนี้ทั้งๆที่ยังมีเรื่องอีกเป็นร้อยเป็นพันให้น่าทรมานท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุพอๆกับอากาศเมืองไทยในยามนี้ แต่เอาเถอะค่ะ จะไปว่าพวกเธอไร้สาระก็ไม่ถูก เคยได้ยินคำนี้มั้ยค่ะ ความฝันของเด็กผู้หญิงน่ะ นั่นแหละค่ะ คำตอบทั้งหมดทั้งมวลของมันแหละ และอย่างน้อยพวกเธอก็จริงใจแล้วก็จริงจังกับมันสุดๆ ไม่เหมือนกับนักการเมืองบางคนที่การกระทำนั้นไม่รู้ว่าซับซ้อนซ่อนเงื่อนยังไง ไม่ได้บริสุทธิ์ใจเท่าสาวๆผู้คลั่งไคล้แบรนด์เนมทั้งหลาย แถมเราเองยังเคยหลงความน่ารักของหมีน้อยบนกระเป๋าHarrod จนแอบไปซื้อของปลอมมาใช้ จนมารู้ตัวอีกทีต้องบ๋ายบายมันเพราะคำพูดของอาจารย์ที่สอนวิชาทรัพย์สินทางปัญญาให้ (อย่าคิดว่าอาจารย์แกจะเป็นคนเฉยๆเฉิ่มๆนะค่ะ แกเป็นประเภทแบรนด์เนมทั้งตัวเหมือนกัน ชนิดที่กระเป๋าหลุยส์ เข็มขัดแอร์เมสนั่นแหละค่ะ ไม่งั้นจะทำงานด้านนี้ได้ไงถ้าไม่รู้จักของจริง จริงมั้ยค่ะ) คือ อาจารย์แกพูดว่า ถ้าเราไม่มีกำลังจะซื้อมันแต่ก็ยังอยากใช้ แล้วทำไงล่ะ ก็ใช้ของปลอมไงถูกกว่าต้องเยอะ แต่รู้มั้ยว่ามันไปละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเค้าที่เค้าคิดค้นขึ้นมา ทำไมไม่รู้จักปรับค่านิยมตัวเอง แล้วใช้เท่าที่เรามีกำลังซื้อล่ะ เท่านั้นแหละค่ะ บอกลากันทีแฮร์รอดจ๋า..

เอาละค่ะ หลังจากพล่ามมาซะนานสองนาน เข้าเรื่องกันซักที เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ ก็แค่อยากจะชวนมาอ่านกัน

ในหนังสือเป็นเรื่องเกี่ยวกับกระเทยหนุ่มคนหนึ่งที่จับพลัดจับผลูกลายไปเป็นนักขายบนอินเทอร์เนตมในเว็บอีเบย์ แล้วสุดท้ายก็ร่ำรวยเป็นล่ำเป็นสันด้วยการตามหาสินค้าแบรนด์ดังอย่างHermes(แอร์เมส) โดยเฉพาะกระเป๋าอันเลื่องลือว่าต้องขึ้นทะเบียนรอนานกว่าสองปีอย่าง กระเป๋าเบอร์กิน แต่พี่แกดันใช้เวลาสอยมันกลับบ้านโดยใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงด้วยซ้ำ แล้วมันมีวิธีการยังไง นั่นแหละค่ะ คือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้จะบอก

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียอรรถรสในการอ่านหนังสือ เราจะไม่พูดพล่ามไปมากกว่านี้แล้วล่ะค่ะ เอาเป็นว่า ถ้าคุณกำลังเบื่อทั้งกับอากาศร้อนๆและการเมืองอันแสนจะวุ่นวาย อยากจะหาอะไรสนุกๆอ่าน แล้วก็สนใจเรื่องการตลาดนิดนึง อยากรู้จักแบรนด์เมดังอย่างแอร์เมสให้มากขึ้นแบบไม่ต้องไปนั่งอ่านbusiness weekให้ปวดหัว เล่มนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเล่มนึงเลยล่ะค่ะ

ก่อนจะจบ ขอสารภาพตามตรงว่าเราเองก็ไม่ได้รู้จักอะไรกับแอร์เมสเป็นการส่วนตัวหรอกค่ะ แล้วสาวๆกลุ่มไฮโซที่เรารู้จักก็ไม่ได้นิยมแอร์เมสกันสักเท่าไหร่ จะรู้จักก็เพราะซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องDensha otoko นั่นแหละค่ะ เพราะนางเอกสาวของเราดันเป็นแอร์โฮสเตสที่ส่งชุดน้ำชาแอร์เมสมาให้พ่อหนุ่มโอตาคุของเราเพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยเหลือเธอบนรถไฟฟ้านั่นแหละค่ะ

และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสืออีกเล่มที่ทำให้เรารู้จักแอร์เมสมากขึ้น คราวนี้รู้ถึงก้นบึ้งหัวใจเลยละค่ะ แต่ว่ายังไงก็ยังไม่หลงเสน่ห์แอร์เมสหรอกค่ะ :-P